การแปลและรับรองเอกสารภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย
เพื่อการใช้งานในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์

ในยุคโลกาภิวัตน์ที่การเดินทาง การศึกษา การทำงาน และการสร้างครอบครัวข้ามพรมแดนกลายเป็นเรื่องปกติ การจัดการเอกสารสำคัญที่ออกโดยหน่วยงานในต่างประเทศเพื่อนำมาใช้ในประเทศไทยจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เอกสารสำคัญเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสูติบัตร ทะเบียนสมรส วุฒิการศึกษา หรือเอกสารทางกฎหมายต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นภาษาอังกฤษ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการแปลเป็นภาษาไทยและดำเนินการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้หน่วยงานราชการและองค์กรเอกชนในประเทศไทยยอมรับและสามารถใช้อ้างอิงได้อย่างเป็นทางการ
บทความนี้จะเป็นคู่มือฉบับสมบูรณ์ที่จะพาคุณไปทำความเข้าใจในทุกมิติของ “การแปลเอกสารต่างประเทศภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย” ตั้งแต่ความสำคัญ เหตุผล ไปจนถึงขั้นตอนการรับรองต่างๆ ที่ซับซ้อน เพื่อให้คุณสามารถเตรียมเอกสารได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และนำไปใช้งานในประเทศไทยได้อย่างราบรื่น ไร้กังวล
ประเภทเอกสารภาษาอังกฤษที่ต้องแปลและรับรองบ่อยครั้ง
เอกสารที่ต้องใช้ในประเทศไทยมีหลากหลายประเภท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน โดยสามารถแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้
เอกสารส่วนบุคคล:
- สูติบัตร: เพื่อแจ้งเกิดบุตร, ทำสัญชาติไทย, สมัครเรียน
- ทะเบียนสมรส: เพื่อจดทะเบียนสมรสในไทย, เปลี่ยนนามสกุล, ทำวีซ่าติดตามคู่สมรส
- หนังสือรับรองโสด: สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการจดทะเบียนสมรสในประเทศไทย
- ทะเบียนหย่า: เพื่อยืนยันสถานะการสมรส และจดทะเบียนสมรสใหม่
- มรณบัตร: เพื่อจัดการมรดกหรือสินทรัพย์ของผู้เสียชีวิต
- หนังสือเดินทาง: ใช้ยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมต่างๆ
- ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล: กรณีมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล
- ใบขับขี่: เพื่อขอทำใบขับขี่ไทย
เอกสารการศึกษา:
- วุฒิการศึกษา/ปริญญาบัตร: เพื่อสมัครเรียนต่อในระดับสูงขึ้น, สมัครทำงาน, หรือเทียบวุฒิการศึกษา
- ใบแสดงผลการศึกษา: ประกอบการสมัครเรียนหรือสมัครงาน
- ใบรับรองสถานะนักเรียน/นักศึกษา: เพื่อใช้ประกอบการขอวีซ่าหรือธุรกรรมอื่นๆ
เอกสารทางกฎหมายและธุรกิจ:
- หนังสือมอบอำนาจ: กรณีมอบหมายให้ผู้อื่นกระทำการแทน
- หนังสือรับรองบริษัท: เพื่อจัดตั้งสาขาบริษัทในไทย, ติดต่อธุรกิจ
- สัญญาทางกฎหมายต่างๆ: สัญญาซื้อขาย, สัญญาจ้างงาน
- เอกสารคำสั่งศาล: เช่น คำสั่งเรื่องสิทธิ์ในการดูแลบุตร
- ใบรับรองประวัติอาชญากรรม: เพื่อขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) หรือขอถิ่นที่อยู่ถาวร
ขั้นตอนการนำเอกสารจากต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
สำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีความจำเป็นต้องใช้เอกสารที่ออกโดยหน่วยงานในต่างประเทศ เพื่อประกอบธุรกรรมทางกฎหมาย, การศึกษา, การทำงาน หรือกิจธุระส่วนตัวต่างๆ ในประเทศไทยนั้น เอกสารดังกล่าวจำเป็นต้องผ่านกระบวนการรับรองทางกฎหมายที่เรียกว่า “การรับรองนิติกรณ์” (Legalization) เสียก่อน เพื่อให้เอกสารนั้นๆ มีผลสมบูรณ์และสามารถใช้อ้างอิงได้ตามกฎหมายไทย
กระบวนการดังกล่าวมีขั้นตอนที่ชัดเจนและจำเป็นต้องดำเนินการตามลำดับอย่างเคร่งครัด โดยเกี่ยวข้องกับหน่วยงานทั้งในประเทศต้นทางที่ออกเอกสารและในประเทศไทย สรุปขั้นตอนหลักได้ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1: การรับรองเอกสารในประเทศต้นทาง
ก่อนนำเอกสารเข้ามาในประเทศไทย จะต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานในประเทศที่ออกเอกสารนั้นๆ ก่อน โดยทั่วไปมี 2 ขั้นตอนย่อย ดังนี้
การรับรองโดยเจ้าหน้าที่รับรองเอกสาร (Notary Public) หรือหน่วยงานผู้มีอำนาจของรัฐ
เอกสารราชการ: เช่น สูติบัตร, มรณบัตร, ทะเบียนสมรส, ใบหย่า, ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล, วุฒิการศึกษาที่ออกโดยสถานศึกษาของรัฐ เป็นต้น โดยทั่วไปเอกสารเหล่านี้สามารถนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปได้เลยโดยไม่ต้องผ่าน Notary Public แต่ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่จะรับรองในลำดับถัดไป
เอกสารเอกชน: เช่น หนังสือมอบอำนาจ, หนังสือรับรอง, สัญญาต่างๆ, ใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชน จะต้องได้รับการรับรองลายมือชื่อโดยเจ้าหน้าที่รับรองเอกสาร (Notary Public) ในประเทศนั้นๆ เสียก่อน
การรับรองโดยกระทรวงการต่างประเทศของประเทศต้นทาง
หลังจากผ่านขั้นตอนแรกแล้ว ให้นำเอกสารดังกล่าวไปให้กระทรวงการต่างประเทศ (Ministry of Foreign Affairs) หรือหน่วยงานที่มีอำนาจเทียบเท่าของประเทศนั้นๆ รับรองอีกชั้นหนึ่ง เพื่อเป็นการยืนยันความถูกต้องของตราประทับและลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ Notary Public หรือหน่วยงานราชการที่ออกเอกสาร
ขั้นตอนที่ 2: การรับรองโดยสถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยในประเทศต้นทาง
เมื่อเอกสารได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศของประเทศต้นทางเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำเอกสารนั้นไปให้สถานเอกอัครราชทูตไทย หรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยที่ตั้งอยู่ในประเทศดังกล่าวรับรองเป็นลำดับสุดท้ายในต่างประเทศ การรับรองนี้เป็นการยืนยันว่าตราประทับและลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของประเทศนั้นๆ เป็นของจริง
เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมโดยทั่วไปในขั้นตอนนี้:
- เอกสารฉบับจริงที่ผ่านการรับรองครบถ้วนตามขั้นตอนที่ 1
- สำเนาเอกสารดังกล่าว
- หนังสือเดินทางหรือบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำร้อง
- แบบฟอร์มคำร้องขอรับรองนิติกรณ์ (สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของสถานทูต/สถานกงสุลฯ)
- ค่าธรรมเนียม (ตรวจสอบอัตราค่าธรรมเนียมได้จากเว็บไซต์ของสถานทูต/สถานกงสุลฯ)
ขั้นตอนที่ 3: การแปลเอกสารเป็นภาษาไทย
เมื่อนำเอกสารกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว จะต้องนำเอกสารดังกล่าวไปแปลเป็นภาษาไทยโดยนักแปลที่เชื่อถือได้ ซึ่งอาจเป็นนักแปลอิสระ, บริษัทแปลเอกสาร หรือนักแปลที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมนักแปลต่างๆ ทั้งนี้ ควรสอบถามหน่วยงานปลายทางในประเทศไทยที่จะยื่นเอกสารว่ามีข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติของนักแปลหรือไม่
ขั้นตอนที่ 4: การรับรองคำแปลและเอกสาร ณ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
นี่คือขั้นตอนสุดท้ายเพื่อให้เอกสารต่างประเทศและคำแปลสามารถนำไปใช้ในหน่วยงานราชการไทยได้อย่างสมบูรณ์ โดยต้องนำทั้งเอกสารฉบับจริง (ที่ผ่านการรับรองจากสถานทูตไทยในต่างประเทศแล้ว) และเอกสารฉบับแปลภาษาไทย ไปยื่นขอรับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นขอรับรองที่กรมการกงสุล:
- เอกสารต้นฉบับภาษาต่างประเทศที่ผ่านการรับรองครบทุกขั้นตอน
- เอกสารฉบับแปลเป็นภาษาไทย (ผู้แปลต้องลงนามรับรองคำแปลถูกต้อง)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำร้อง
- หนังสือมอบอำนาจ (กรณีที่เจ้าของเอกสารไม่ได้มาด้วยตนเอง) พร้อมติดอากรแสตมป์
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ
ข้อควรรู้เพิ่มเติม:
ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญากรุงเฮก (Hague Convention) ดังนั้น การรับรองเอกสารแบบ “อะโพสทิล” (Apostille) จึงไม่สามารถใช้แทนขั้นตอนการรับรองนิติกรณ์ตามที่กล่าวมาข้างต้นได้
ระยะเวลาดำเนินการ: ในแต่ละขั้นตอนจะใช้เวลาดำเนินการแตกต่างกันไป ควรเผื่อเวลาให้เพียงพอ โดยเฉพาะการดำเนินการในต่างประเทศ
ค่าธรรมเนียม: มีค่าธรรมเนียมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับรองในต่างประเทศ, ค่าแปล และค่าธรรมเนียมของกรมการกงสุลในประเทศไทย
ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด: ก่อนดำเนินการ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับขั้นตอน, เอกสารที่ต้องใช้ และค่าธรรมเนียมต่างๆ จากเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลไทยในประเทศนั้นๆ และเว็บไซต์ของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศของไทยโดยตรง เพื่อความถูกต้องและรวดเร็วในการดำเนินการ
ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- สะกดชื่อ-นามสกุลไม่ตรงกับหนังสือเดินทาง: นี่คือข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดและพบบ่อยที่สุด ต้องแน่ใจว่าการสะกดชื่อ-นามสกุลในเอกสารฉบับแปลทุกฉบับ ตรงกับที่ปรากฏในหนังสือเดินทาง (Passport) ทุกตัวอักษร
- แปลเอกสารด้วยตนเอง: ดังที่กล่าวไปข้างต้น การแปลเอกสารราชการต้องทำโดยนักแปลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
- ไม่ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด: กฎระเบียบ ค่าธรรมเนียม และขั้นตอนต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ควรตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรงก่อนดำเนินการ
- ลำดับการรับรองเอกสารผิดขั้นตอน: การไม่รับรองเอกสารจากสถานทูตไทยในต่างประเทศ หรือสถานทูตต่างประเทศในไทยก่อน (แล้วแต่กรณี) จะทำให้กรมการกงสุลปฏิเสธการรับรองเอกสาร
- เอกสารต้นฉบับไม่สมบูรณ์: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเอกสารต้นฉบับอยู่ในสภาพดี มีลายเซ็นและตราประทับครบถ้วน
