ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอาหรับ (เช่น ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์, คูเวต, อียิปต์, บาห์เรน) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในมิติของการท่องเที่ยว, การค้า, การลงทุน, การศึกษา และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายของประชากร การแต่งงาน การศึกษาต่อ และการทำธุรกิจระหว่างกันมากขึ้น

สิ่งสำคัญที่ตามมาคือ “เอกสาร” ไม่ว่าจะเป็นสูติบัตร, ทะเบียนสมรส, ใบปริญญา, หรือเอกสารจดทะเบียนบริษัท เมื่อคุณถือเอกสารสำคัญที่ออกให้โดยประเทศในตะวันออกกลางซึ่งเป็นภาษาอาหรับ และต้องการนำมาใช้ติดต่อกับหน่วยงานราชการหรือภาคเอกชนในประเทศไทย (เช่น การทำวีซ่า, การจดทะเบียนสมรส, การสมัครงาน, หรือการจัดตั้งบริษัท) คุณไม่สามารถนำเอกสารนั้นมายื่นได้ทันที

4 ขั้นตอนการนำเอกสารอาหรับมาใช้ในประเทศไทย โดย TRANSLINGO: 1. รับรองเอกสารจากประเทศต้นทาง 2. รับรองโดยสถานทูตไทย 3. แปลเป็นภาษาไทย 4. รับรองคำแปลที่กรมการกงสุล พร้อมข้อมูลติดต่อ เบอร์ 094-8958999 และ LINE @TRAN

เอกสารภาษาอาหรับเหล่านั้นจะยังไม่มี “สถานะทางกฎหมาย” ในประเทศไทย จนกว่าจะผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การรับรองนิติกรณ์เอกสาร (Consular Legalization) และ การแปลที่ได้รับการรับรอง

บทความนี้คือคู่มือฉบับสมบูรณ์ที่จะอธิบายทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ตั้งแต่ต้นทางในประเทศอาหรับ จนถึงปลายทางที่หน่วยงานราชการไทย เพื่อให้เอกสารของคุณสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง

การรับรองนิติกรณ์ คือกระบวนการยืนยันความถูกต้องของเอกสาร โดยการตรวจสอบและรับรอง “ลายมือชื่อและตราประทับ” ของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่ปรากฏบนเอกสารนั้น เป็นทอดๆ เพื่อให้เอกสารที่ออกในประเทศหนึ่ง สามารถนำไปใช้อย่างเป็นทางการในอีกประเทศหนึ่งได้

หากไม่มีกระบวนการนี้ เอกสารภาษาอาหรับของคุณจะมีค่าเป็นเพียง “กระดาษ” ในสายตาของกฎหมายไทย แต่เมื่อผ่านการรับรองครบถ้วน มันจะมีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่าเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานไทย

โดยพื้นฐานแล้ว คือ เอกสารราชการ หรือ เอกสารสำคัญ ทั้งหมดที่ต้องใช้อ้างอิงทางกฎหมาย ได้แก่:

เอกสารส่วนบุคคล (Personal Documents):

เอกสารการศึกษา (Educational Documents):

เอกสารเชิงพาณิชย์ (Commercial/Corporate Documents):

นี่คือหัวใจสำคัญของกระบวนทั้งหมด การดำเนินการนี้ต้องทำตามลำดับอย่างเคร่งครัด หากข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไป เอกสารจะไม่สมบูรณ์

ก่อนที่เอกสารของคุณจะออกจากประเทศที่ออกเอกสาร (เช่น UAE, ซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์) คุณต้องทำให้เอกสารนั้น “เป็นทางการ” ในระดับประเทศเสียก่อน

  • การรับรองจากหน่วยงานผู้ออกเอกสาร (ถ้ามี): เช่น หากเป็นใบปริญญา อาจต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการของประเทศนั้นๆ ก่อน
  • การรับรองโดยกระทรวงการต่างประเทศ (Ministry of Foreign Affairs – MFA): นี่คือขั้นตอนบังคับ เอกสารทุกฉบับต้องถูกนำไปประทับตรารับรองโดยกระทรวงการต่างประเทศของประเทศต้นทาง (เช่น MFA ของซาอุดีอาระเบียในกรุงริยาด หรือ MFA ของ UAE ในดูไบ/อาบูดาบี)

เอกสารภาษาอาหรับของคุณจะมีตราประทับและลายเซ็นของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศประเทศต้นทาง เพื่อยืนยันว่าเอกสารนี้ “เป็นของจริง”

เมื่อเอกสารผ่าน MFA ของประเทศต้นทางแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำเอกสารนั้นไปยัง สถานเอกอัครราชทูตไทย หรือ สถานกงสุลใหญ่ไทย ที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้นๆ

ตัวอย่าง:

  • เอกสารจากซาอุดีอาระเบีย -> ต้องไปที่ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงริยาด
  • เอกสารจาก UAE -> ต้องไปที่ สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ เมืองดูไบ หรือ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี
  • เอกสารจากอียิปต์ -> ต้องไปที่ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร

กระบวนการ: เจ้าหน้าที่กงสุลของไทยจะตรวจสอบตราประทับของ MFA ประเทศต้นทาง (จากขั้นตอนที่ 1) เมื่อพบว่าถูกต้อง พวกเขาจะประทับตราของสถานทูตไทยทับลงไป

เอกสารของคุณตอนนี้มี “ตราประทับของรัฐบาลไทย” รับรองแล้วว่า ตราประทับของกระทรวงการต่างประเทศอาหรับนั้นเป็นของจริง นี่คือจุดที่เอกสารเริ่มมีผลทางกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อเอกสารเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว (พร้อมตราประทับ 2 ต่อ จากขั้นตอนที่ 1 และ 2) เอกสารนี้ยังคงเป็นภาษาอาหรับอยู่ หน่วยงานราชการไทยไม่สามารถอ่านเข้าใจได้

คุณต้องนำเอกสารนี้ไป แปลเป็นภาษาไทย

นี่คือขั้นตอนที่มักเกิดข้อผิดพลาดได้ง่ายที่สุด และมีความสำคัญ:

  • ต้องแปลโดยผู้เชี่ยวชาญ: ห้ามใช้ Google Translate หรือการแปลด้วยตนเองโดยเด็ดขาด การแปลเอกสารราชการ โดยเฉพาะภาษาอาหรับซึ่งมีโครงสร้างไวยากรณ์และระบบคำที่ซับซ้อน (เช่น การเขียนจากขวาไปซ้าย) ต้องอาศัยนักแปลมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอาหรับ-ไทย และเข้าใจศัพท์กฎหมาย/ศัพท์ราชการ
  • ความถูกต้องของการทับศัพท์: การสะกดชื่อ-นามสกุล, ชื่อเมือง, ชื่อมหาวิทยาลัย เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ต้องทับศัพท์ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ และสอดคล้องกับเอกสารอื่นๆ (เช่น หนังสือเดินทาง)
  • แปลทุกส่วน: นักแปลต้องแปลเนื้อหาทั้งหมด รวมถึง “ตราประทับ” (จากขั้นตอนที่ 1 และ 2) ด้วย เพื่อให้กรมการกงสุลทราบว่าเอกสารนี้ผ่านการรับรองมาแล้ว
  • คำรับรองผู้แปล (Translator’s Declaration): นักแปลต้องลงนามในเอกสาร โดยมีข้อความรับรองว่า “คำแปลนี้ถูกต้องและตรงตามต้นฉบับภาษาอาหรับ”

นี่คือขั้นตอน “สุดท้าย” ที่จะทำให้เอกสารของคุณสมบูรณ์พร้อมใช้งานในประเทศไทย

เมื่อคุณได้ “เอกสารต้นฉบับภาษาอาหรับ (ที่ผ่านขั้นตอน 1+2)” และ “เอกสารฉบับแปลภาษาไทย (ที่ผ่านขั้นตอนที่ 3)” มาแล้ว

คุณต้องนำเอกสารทั้งสองอย่างนี้ (ต้นฉบับ + คำแปล) ไปยื่นที่ กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

กระบวนการ:

  1. เจ้าหน้าที่กรมการกงสุลจะตรวจสอบเอกสารต้นฉบับภาษาอาหรับ เพื่อหาตราประทับของ “สถานทูตไทย” (จากขั้นตอนที่ 2)
  2. เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบ “คำแปลภาษาไทย” เทียบกับต้นฉบับ ว่าแปลได้ถูกต้อง ครบถ้วน และสอดคล้องกันหรือไม่
  3. เมื่อตรวจสอบว่าทุกอย่างถูกต้อง (ทั้งตราประทับในต้นฉบับ และความถูกต้องของคำแปล) เจ้าหน้าที่จะประทับตรา “รับรองคำแปลถูกต้อง” ของกรมการกงสุล ลงบนเอกสารฉบับแปลภาษาไทย

คุณจะได้ “เอกสารฉบับแปลภาษาไทย” ที่มีตราประทับของกรมการกงสุลไทย ถือเป็นเอกสารที่ “สิ้นสุดกระบวนการ” และมีผลผูกพันทางกฎหมาย สามารถนำไปยื่นต่อสำนักงานเขต, กรมการจัดหางาน, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, หรือมหาวิทยาลัย ได้ทันที

หมายเหตุ: ขั้นตอนข้างต้นเป็นเพียงขั้นตนพื้นที่ทั่วไปในการนำเอกสารจากต่างประเทศมาใช้ในไทย อย่างไรก็ตามท่านควรตรวจสอบข้อกำหนดในการแปล รับรองเอกสาร กับหน่วยงานปลายทางทุกครั้ง เพื่อความแน่ใจ และความถูกต้องในการรับรองเอกสาร เนื่องจากแต่ละขั้นตอนใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ อย่างน้อย 7-14 วันทำการ

ไม่ได้ (สำหรับการใช้กับหน่วยงานราชการ)

คำอธิบาย: หลายคนสับสนระหว่างระบบ “Notary Public” (ที่ใช้ในประเทศระบบ Common Law เช่น สหรัฐอเมริกา) กับระบบ “Legalization” ของไทย

ประเทศไทยไม่มีระบบ Notary Public แบบสากล แต่เรามี “ทนายความรับรองลายมือชื่อและเอกสาร” (Notarial Services Attorney)

  • ทนายความ Notary: ใช้รับรองเอกสาร “ภาคเอกชน” (เช่น รับรองสำเนาหนังสือเดินทาง, รับรองลายเซ็นในสัญญา, รับรองคำแปลเพื่อใช้ในบางสถานการณ์)
  • กรมการกงสุล (MFA): เป็นหน่วยงาน “เดียว” ที่มีอำนาจรับรองเอกสาร “ราชการ” หรือเอกสารใดๆ ที่จะนำไปใช้กับ “หน่วยงานราชการไทย” (เช่น สำนักงานเขต, กรมที่ดิน, กรมการจัดหางาน)

ดังนั้น หากคุณนำใบปริญญาภาษาอาหรับไปให้ทนายความ Notary รับรองคำแปล สำนักงานเขตก็จะไม่รับอยู่ดี คุณต้องใช้ตราประทับจากกรมการกงสุลเท่านั้น

ไม่แนะนำอย่างยิ่ง และอาจไม่ผ่านการรับรอง

คำอธิบาย: บางคนคิดว่าควรแปลจาก อาหรับ -> อังกฤษ (ที่ประเทศต้นทาง) แล้วค่อยแปลจาก อังกฤษ -> ไทย (ที่ประเทศไทย)

  • การแปลทับซ้อน: การแปลสองทอด (Double Translation) เพิ่มโอกาสที่ความหมายหรือการสะกดชื่อจะผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับภาษาอาหรับ
  • การรับรองของไทย: กรมการกงสุลไทย (ขั้นตอนที่ 4) จะยึด “ต้นฉบับ” เป็นหลัก หากคุณยื่นต้นฉบับภาษาอาหรับ แต่คำแปลเป็นภาษาไทยที่แปลมาจากภาษาอังกฤษ เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องเทียบกันได้

ทางที่ดีที่สุด: คือ อาหรับ -> ไทย (แปลโดยตรง) โดยยื่นต้นฉบับภาษาอาหรับ(ที่ผ่านการรับรองแล้ว) ควบคู่กับคำแปลภาษาไทย ให้กรมการกงสุลตรวจสอบโดยตรง

คำถามที่พบบ่อย (FAQs) — การนำเอกสารอาหรับ มาใช้ในไทย เพื่อนำไปใช้ที่ประเทศไทย

คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับการนำเอกสารอาหรับ มาใช้ในประเทศไทย

1) ฉันอยู่ในไทยแล้ว แต่เอกสารภาษาอาหรับยังไม่ได้การรับรองใดๆ เลย ต้องทำอย่างไร?

คุณจำเป็นต้องส่งเอกสาร “ตัวจริง” กลับไปยังประเทศต้นทาง เพื่อดำเนินการรับรองโดยกระทรวงการต่างประเทศของประเทศนั้น และรับรองโดยสถานทูตไทยในประเทศนั้นให้เสร็จสิ้นก่อน หรืออาจต้องมอบอำนาจ (Power of Attorney) ให้ตัวแทนที่นั่นดำเนินการแทน ซึ่งซับซ้อนและใช้เวลานาน

2) กระบวนการทั้งหมดใช้เวลานานเท่าไหร่?

ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง

  • ขั้นตอนที่ 1 & 2 (ในประเทศอาหรับ): 1-4 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาทำการของแต่ละหน่วยงาน)
  • ขั้นตอนที่ 3 (การแปล): 1-5 วันทำการ (ขึ้นอยู่กับความยากและปริมาณ)
  • ขั้นตอนที่ 4 (กรมการกงสุลไทย) ประมาณ 7-14 วันทำการ

  • โดยรวมแล้ว หากวางแผนดีๆ อาจใช้เวลา 3-5 สัปดาห์ แต่หากมีปัญหา อาจลากยาวเป็นหลายเดือน ดังนั้น ควรเตรียมเอกสารล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ

    3) เอกสารจากประเทศที่ไม่มีสถานทูตไทย (เช่น เยเมน, ซีเรีย, ลิเบีย) ต้องทำอย่างไร?

    คุณต้องตรวจสอบ “เขตอาณา” (Jurisdiction) ของสถานทูตไทยที่ใกล้เคียง เช่น สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร (อียิปต์) อาจดูแลเอกสารที่มาจากซูดาน หรือลิเบีย คุณต้องนำเอกสารไปรับรองที่ MFA ของประเทศต้นทางก่อน แล้วจึงนำไปรับรองที่สถานทูตไทยที่ดูแลเขตอาณาของประเทศนั้นๆ

    4) ใช้บริการบริษัทรับทำทั้งหมด (Agency) ดีหรือไม่?

    หากคุณไม่มีเวลา, อยู่ต่างจังหวัด, หรือรู้สึกว่ากระบวนการซับซ้อน การใช้บริการบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการรับรองเอกสารและการแปล (ที่น่าเชื่อถือ) ก็เป็นทางเลือกที่ดี พวกเขาจะเข้าใจขั้นตอนทั้งหมดและช่วยลดโอกาสที่เอกสารจะถูกตีกลับได้ แต่ก็จะมีค่าบริการเพิ่มเติม